เป็นที่รู้ๆ กันในกลุ่มคนที่ติดตามสถานการณ์ความเป็นไปของร้านก๋วยเตี๋ยวหมูกระทุ่มแบนว่า เราได้ไปเช่าบู๊ทของศูนย์อาหารแห่งหนึ่ง เพื่อเอาไว้ขายก๋วยเต่ยวและอาหารอื่นๆ ในช่วงทำสัญญานั้นทางเจ้าของสถานที่ได้วาดฝันอันสวยหรูให้พวกเราได้เคลิบเคลิ้มกันไปตามๆ กัน (ซึ่งมันไม่มีในสัญญาที่เราเซ็นหรอก) แต่แล้วพอเซ็นสัญญาเช่าเรียบร้อย อะไรๆ ก็กลับสู่ความเป็นจริง เราโดนเอาเปรียบอย่างรุนแรง ยังไงสามารถกลับไปอ่านเอ็นทรีก่อนหน้านี้ได้นะ ถ้าหากใครยังไม่รู้แบ็คกราวน์ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

 

สุดท้ายเจ๊ประกายก็ถอดใจตั้งแต่ต้นอาทิตย์ คือไม่กลับไปขายที่นั่นอีกแล้ว ปล่อยมันไป เจ๊น่ะเคยไปเจรจาว่าจะขอมัดจำคืน แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะเขาได้อ้างในสัญญาว่าต้องให้ผ่านไปสามเดือนก่อนถึงจะคืนได้ ซึ่งมันก็มีจริงๆ นั่นแหละ แต่ก่อนทำสัญญานะ เขาบอกเราว่าถ้ารู้สึกว่าขายไม่ดีก็บอกกันได้เลยนะ เดี๋ยวเราจะคืนเงินให้เลยงั้นงี้ นี่แหละแผนลวงที่พวกเราเหล่าชาวบ้านตาสีตาสามักจะโดนกันบ่อยๆ

 

และจนเมื่อวานนี้ แกตัดสินใจแล้วว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวอีก 3 เดือนค่อยเอาเงินมัดจำคืนก้ได้วะ ยังไงก็ขนของกลับมาก่อน ว่าแล้วแกก็โทรไปหาพี่ทวิชเพื่อจะขอยืมรถกระบะขนของกลับในเย็นวันนั้นเลย

 

และไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจเจ๊ให้โทรไปปรึกษาเพื่อน และเพื่อนก็เอาทนายของบริษัทมาช่วยดูสัญญาให้ แล้วพี่ทนายคนนั้นก็ให้คำแนะนำว่า....

 

1. จะสู้ในศาลก็ได้ เราชนะแน่ๆ แต่คงจะเสียเวลาทำมาหากิน แถมยังต้องเสียเงินค่านั่นนี่เยอะแยะไปหมด ได้ไม่คุ้มเสีย ดังนั้นอย่าไปสู้กันในศาลเลย


2. อย่าย้ายของออกโดยเด็ดขาด เพราะการย้ายของออกจะถือว่าสัญญาเป็นโมฆะ และเป็นการบอกกับฝ่ายทางเจ้าของสถานที่ว่าชั้นยอมแพ้แล้วนะ เผลอๆ จะไม่ได้เงินมัดจำเลยแม้แต่บาทเดียว เพราะคุณเป็นคนย้ายออกไปเอง


3. ในทางกฎหมายแล้ว ถ้ามีการเซ็นสัญญาว่าเช่าสถานที่ ทางเจ่าของที่จะไม่มีสิทธิในการย้ายอะไรจากบู๊ทเราเลยแม้แต่น้อย ถ้าเราเห็นว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดถูกย้ายหรือหายหรืออะไรก็ตามที่ผิดไปจากเดิมละก็ เราสามารถแจ้งตำรวจได้เลย (แต่ก็ควรถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานด้วยนะ จะเวิร์คมาก)


4. ในช่วงที่ไม่ขาย เราก็หาผ้ามาคลุมข้าวของไว้ แต่ยังไงเสียก็ต้องเข้ามาปัดๆ อะไรบ้าง เพื่อว่าจะได้เป็นการบอกกับเจ้าของที่ว่า เราน่ะไม่ได้หายไปไหนนะ ยังเข้ามาทำอะไรกับบู๊ทตัวเองอยู่ ไม่ใช่ไม่ขายแล้วหายจ้อยไปเลย ไม่อย่างนั้นจะเป็นช่องโหว่ให้ทางเจ้าของที่สามารถย้ายของอะไรเราได้ โดยอ้างว่าทางผู้เช่านั้นไม่ได้มาเหลียวแล


5. เราสามารถเขียนป้ายยังไงก็ได้ ประมาณว่า “ร้านปิด 1 วัน ขอให้ทุกท่านตามไปกินที่ร้านเราได้ตามแผนที่ที่ติดอยู่ข้างๆ นี้” ถือเป็นการใช้สถานที่ให้คุ้ม ถ้าไม่ขายก็ขอให้มันเป็นที่ประชาสัมพันธ์ร้านเดิมไปเลยละกัน แต่อย่าเขียนคำว่า ‘เซ้ง’ โดยเด็ดขาด เพราะในสัญญาระบุว่าถ้าจะเซ้งจะต้องได้รับการเห็นชอบจากเจ้าของที่ด้วย ซึ่งผมคิดว่าจะปริ๊นท์รูปอูนจิไปติดด้วย อยากจะทำเป็นรูปกราฟฟิกน่ารักๆ ไม่กล้าใช้ของจริงครับ เดี๋ยวจะดูเป็นการทำร้ายเจ้าของที่เกินไป (ทั้งที่ใจอยากจะเอาของจริงมาวางไว้เลย)


6. กลับไปที่ข้อ 4 นะครับ คือการที่เราเอาผ้าคลุมและมีการเขียนป้ายอะไรในบริเวณที่เราเช่านั้น ถ้ามองในทางสภาพแวดล้อมแล้ว มันจะดูซกมกๆ เวลาลูกค้าเข้ามาที่ศูนย์อาหารแห่งนี้ก็จะคิดละว่า ไม่น่านั่งแล้ว เพราะมีบู๊ทนึงที่เอาผ้ามาคลุมๆ แถมมีหัวแก๊สวางอยู่บนโต๊ะอีก กินไปเสียวไปละคุณเอ๊ย


7. และการที่เราทำอย่างนี้ เหมือนกับจะบอกเขาเป็นนัยไ ว่าเราก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน วันนี้ผมก็เลยทำการดีไซน์ป้ายประชาสัมพันธ์ซะสวยหรูเลยครับว่าจะเอาไปแปะที่ร้านพรุ่งนี้ (แน่นอน มีกราฟฟิกอูนจิน่ารักน่าชังเล็กๆ อยู่ตรงมุมกระดาษด้วยล่ะ)

เหมือนจะรู้ทันครับ เมื่อสักครู่ เจ้าของสถานที่ได้โทรมาคุยกับเจ๊ว่าเขาจะคืนเงินมัดจำให้ แต่ก็ไม่ได้เต็มหรอกนะ คือจะหักค่าเช่าหนึ่งเดือนที่เราได้ใช้สถานที่ไป เราได้เฮดีใจกันอีกครั้ง และจะขอให้เราได้ขนของกลับในวันพรุ่งนี้ และจะขออนุญาตย้ายของในร้านด้วย (ถ้าไม่ขออาจจะโดนตำรวจจับเหมือนอย่างพี่ทนายได้บอกเอาไว้) นั่นหมายความว่าอีเจ๊เจ้าของที่ก็รู้เรื่องกฎหมายเช่นกัน นึกว่าจะกินหมูล่ะซี้ ไม่มีทางหรอกจ้า

 

ถือว่าจบลงด้วยดีสำหรับศูนย์อาหารแห่งนี้ แต่ถ้าจะให้จบดียิ่งขึ้น ว่าจะขอพ่วงเอาน้องโสติดไม้ติดมือมาอยู่ที่ร้านด้วยก็น่าจะดีไม่น้อย

 

ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ 

หลังจากขายไปได้สี่ซ้าห้าวัน เราก็ได้เรียนรู้ว่าที่นี่ไม่เวิร์ค แต่ก็ยังใจดีให้โอกาส จึงมีการเปลี่ยนแผน เอาตู้ก๋วยเตี๋ยวหม้อใหญ่พร้อมตู้กลับมาไว้ขายที่ร้าน และก็เอาหม้อเล็กที่ขายที่ร้านเอาไปใช้ที่ใหม่

 

ก็ค่อนข้างทุลักทุเลอยู่เหมือนกัน กว่าจะผ่านวันนี้ไปได้ครับ

 

วันนี้ร้านเราขายดีอีกแล้ว รอบเช้าโดนเหมาไปเกือบ 30 ห่อ เพลินไปเลยพี่น้อง แล้วก็มีลูกค้าเข้ามากินเรื่อยๆ ส่วนร้านใหม่ก็ใช่ย่อยครับ วันนี้ขายดีเป็นพิเศษ ไอ้ที่เตรียมไว้ขาย (เจ๊แกประชดร้านใหม่ด้วยการเตรียมก๋วยเตี๋ยวไปขายแค่ 10 ชาม) นั้นก็หมดไปโดยเร็ว เลยทุกข์ร้อนมาที่ธวัชชัยผู้นี้ที่จะต้องลำเลียงเสบียงไปเรื่อยๆ วิ่งรอกอยู่สองร้าน วันนี้ก็เลยขี่วนไปวนมาเกือบ 10 รอบครับ

 

พอตกเย็นเจ๊ก็บอกว่าเราต้องย้ายตู้ใหญ่มาไว้ที่ร้านเดิมด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง ซึ่งเราว่าไงก็ว่าตามกันอยู่แล้ว งานนี้ต้องขอบคุณพี่ทวิชอีกแล้วที่สละเวลา สละแรงและสละน้ำมันรถมาช่วยเราย้ายร้านอีกครั้ง

 

จัดร้านทั้งที ก็ขอให้มีการถ่ายอะไรเอาไว้หน่อย ผมได้บันทึกบรรยากาศการจัดร้านใหม่มาให้ชมกัน แอบใส่เพลงไว้ด้วยเพื่อให้ดูเพลินขึ้นไปอีก 10 %

 

เชิญชมได้แล้วจ้า

 

 

 

ปล. วันนี้เหนื่อยโคตรๆ แต่จะเหนื่อยยังไงก็ขออัพบล๊อกหน่อยละกัน

ปล. 2 วันนี้สุดแสนจะเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยใจด้วย เพิ่งรู้ว่ามีคนไม่มีน้ำใจอยู่ใกล้ๆ ตัว วันนี้เจอกับตัวเองจะจะ ดีแล้วจะได้รู้ตัวว่าอะไรเป็นอะไร อึ้งเลยข้าพเจ้า

 

 

ผมไม่ได้หมายถึงหญิงแจ่มที่ขาวจั๊วะยังกับช้างเผือกหรอกนะครับ แต่ผมกำลังหมายถึงคนดีที่นั่น เธอชื่อน้องโสครับ เป็นลูกจ้างของที่นี่ คาดอายุจากสายตาก็น่าจะอยู่ที่ 16-17 ปี เธอมาจากต่างประเทศครับ พูดไทยไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่ก็พอสื่อสารกันได้รู้เรื่อง

 

เธอได้รับมอบหมายให้มาดุแลร้านกระทุ่มแบนครับ ตอนเช้าเธอจะมากวาดบริเวณศูนย์อาหาร ใส่ผ้ากันจมูกตั้งหน้าตั้งตากวาดอย่างขมักเขม้น แต่ไม่ได้กวาดแบบเอาเป็นเอาตาย ควันฟุ้งอะไรอย่างนั้น น้องโสจะค่อยๆ ละเมียดกวาดเพื่อให้ฝุ่นกระจายน้อยที่สุด คนที่เป็นนักกวาดบ้านมาก่อนอย่างผมจะรู้ดีครับ รู้ด้วยเซ้นส์ว่าเธอคนนี้ "กวาดเป็น" ไม่ใช่ "สักแต่กวาด"

 

และหน้าที่หนึ่งของของน้องโสที่จะต้องทำเป็นประจำก็คือ การมารับหม้อรับจานชามจากร้านเราไปล้างที่หลังร้านทุกๆ วัน จนเจ๊ประกายกับน้องโสสนิทกัน แต่น้องเขาก็วางตัวอยู่ในฐานะที่โอเค ไม่ใช่แบบเป็นพวกเล่นกับหมา หมาเลียปาก ลามปามอะไรทำนองนั้น จนเจ๊รู้สึกถูกชะตา และจะบอกกับน้องโสเสมอว่าถ้าหิวเมื่อไหร่ก็มากินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ และเธอก็มาทานครับ

 

จนกระทั่งเมื่อวานนี้ เจ๊แกก็รู้สึกแปลกใจว่าน้องโสทำไมไม่มากินก๋วยเตี๋ยวเหมือนอย่างเคย จนถึงเวลาที่เธอลากล้อมาเก็บหม้อก๋วยเตี๋ยวไปล้าง เจ๊ก็ถามว่าทำไมวันนี้ไม่มากิน รู้ไมครับว่าน้องเขาตอบว่าอย่างไร เธอตอบว่าเธอสงสารร้าน วันนี้เห็นคนมากินน้อย ก็เลยไม่กิน ฟังแล้วมันจี๊ดครับ รู้สึกถึงความมีน้ำใจของน้องโสขึ้นมาเลย ปกติความคิดแบบนี้จะไม่ค่อยเกิดขึ้นกับคนในหมู่ลูกจ้างเท่าไหร่ คิดแค่ว่าจะกิน จะอิ่มก็พอ แต่น้องโสคนนี้ไม่ครับ อยากจะให้ผู้บริหารที่นี่ได้มีเธอเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตจริงๆ เลยครับ

 

อยากจะบอกตรงนี้เลยครับว่า เจ๊แกกำลังเลียบๆ เคียงๆ จะชวนน้องโสมาทำงานที่ร้านกระทุ่มแบนด้วย ซึ่งเธออาจจะพ่วงน้าของเธอมาด้วยอีกคน น้าคนนี้เป็นหญิงสูงอายุ และเธอคนนี้แหละที่รับหน้าที่ล้างชามล้างหม้อให้ร้านเราทุกวัน

 

สารภาพว่าอยากจะได้ "ช้างเผือก" เชือกนี้จริงๆ เลยครับ

 

 

ปล. ต้องขออภัยด้วยที่ไม่ได้เอารูปน้องโสมาลง ถ้าอยากจะเห็นตัวจริง ก็สามารถมาเจอได้ที่ร้านเรา เร็วๆ นี้ (ไม่ค่อยอยากจะได้เลยนะเรา 5555)

 

ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างร้านก๋วยเตี๋ยวฯ กับศูนย์อาหารระเบียงบัวจะสั่นคลอนกันมากขึ้นเรื่อยๆ เจ๊เล่าให้ผม เล่าให้พี่ทวิช พี่สำเนียงฟังอย่างต่อเนื่อง สงสัยอัดอั้นมาเยอะ พอจะปะติดปะต่อและจะแบ่งเป็นข้อๆ ให้อ่านง่าย ได้ดังต่อไปนี้...

 

1. ร้านเย็นตาโฟ ซึ่งเป็นของเจ้าของที่จู่ๆ ก็ทำก๋วยเตี๋ยวต้มยำเหมือนเราเฉยเลย ลูกค้ามาสั่ง เขาก็ทำให้กิน ทำให้เราอึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน ทั้งที่ตอนที่จะทำสัญญา เขาบอกว่าจะไปเคลียร์กับร้านเย็นตาโฟว่าไม่ต้องขายก๋วยเตี๋ยวต้มยำ แล้วนี่หมายความว่าอย่างไรรึ


2. วันก่อนมีการประชุมกันว่าจะมีเด็กเสริ์ฟกลางซึ่งจะรับออร์เดอร์ทุกร้านแล้วจะจัดการส่งตามโต๊ะ ให้ แต่สุดท้ายเขาก็ใช้ทีมงานชุดเดิมที่เคยอยู่ร้านเย็นตาโฟ ที่สำคัญพอลูกค้าเข้ามา เขาก็โฆษณาร้านตัวเองเฉยเลย โดยแทบไม่มีปริปากถึงร้านอื่นๆ เลย

 


3. มีการทำเมนูของทุกร้านในศูนย์อาหาร แต่พอทำออกมา ก็เป็นอย่างที่เห็น คือ ปกติจะมีเมนูอยู่สองหน้าใช่ไหม หน้าแรกเป็นร้านเย็นตาโฟเต็มๆ แถมมีรูปประกอบดูน่ากิน ในขณะที่หน้าบีนั้นเนการเอารายการอาหารอีก 4 ร้านที่เหลือมาอัดอยู่ในหน้าเดียว และที่ร้ายไปกว่านั้น เขาวางเมนูโดยให้หน้าของร้านเย็นตาโฟอยู่ด้านบน แล้วยังวางทุกโต๊ะอีกแน่ะ (ต้องขออภัยที่ทำให้ต้องเลื่อนหน้าจอขึ้นไปดูรูปเมนูอีกครั้งครับ) 

 

ณ เวลานี้ ร้านก๋วยเตี๋ยวหมูเนื้อน้ำตกกับร้านขายน้ำติดกับร้านเราก็ได้คืนพื้นที่แล้ว และคาดว่าน่าจะมีร้านอื่นตามออกไปอีกแน่ๆ หากยังทำตัวไม่น่ารักแบบนี้

 

edit @ 15 Jun 2010 19:19:02 by - ธวัชชัย คิดอ่าน -

เรื่องของเรื่องก็คือ เขามีพื้นที่ให้เช่าเปิดขายอาหารกลางวัน และใช้รูปแบบเป็น "ศูนย์อาหาร" ซึ่งนั่นหมายความว่า ทุกร้านก็จะขายแค่หน้าร้านของตน สั่งอาหารหน้าตู้ รับอาหาร และจ่ายเงิน ส่วนถ้าเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวก็จะมีเครื่องปรุงวางหน้าร้าน เพื่อให้ลูกค้าปรุงแต่งอาหารในชามของตนตามอัธยาศัย

 

ซึ่งเราก็ก็ทำตามข้อตกลงทุกประการตามย่อหน้าข้างบน

 

และเรื่องมันก็เกิดขึ้นเมื่อวาน ซึ่งเป็นวันแรกในการเปิดขายอย่างเป็นทางการ - - 11 มิถุนายน 2553

 

ทางเจ้าของที่นั้นได้เข้ามาร่วมวงขายอาหารกับพวกเราด้วย (ลืมบอกไปว่าที่นี่เขาแบ่งที่ให้หลายๆ ร้านเข้ามาขาย และแต่ละร้านก็ขายอาหารที่แตกต่างกัน อย่างเมื่อวานมีร้านหนึ่งขายข้าวคลุกกะปิชนกับเรา และวันนี้เราก็หลีกทางให้ ไม่เป็นไรนะครับ ทั้งที่เราตกลงกับผู้เช่าว่าเราจะขาย แต่ทำไมไม่รู้ทางเขาคุยกันอีท่าไหน ถึงมาขายชนกันได้) คือ เขาขายเย็นตาโฟ ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ส้มตำ และอะไรอีกหลายอย่าง ที่สำคัญ เขาตั้งโซนของเขาไว้ที่ตรงข้างหน้าเลย พูดง่ายๆ คือเป็นทำเลทองที่สุดในร้านทั้งหมด

 

พอได้ขายวันแรกก็เจอเลยครับท่านผู้อ่าน ร้านเย็นตาโฟของเจ้าของที่มีทีมเสิร์ฟ มีทีมรับออร์เดอร์อาหาร มีคนเก็บตังค์ตามโต๊ะ มีพวงเครื่องปรุงพร้อม และที่ร้ายไปกว่านั้น พอมีลูกค้าเดินเข้ามา ก็จะถูกเด็กๆ ของร้านเขาเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลัง เชียร์เย็นตาโฟกันอย่างออกนอกหน้า กว่าลูกค้าจะบุกทะลวงมากินร้านเราได้ก็ต้องใช้ปริมาณขันติเยอะสักหน่อย

 

และอย่างวันนี้ เจ๊ก็มาเล่าให้ฟังว่า ที่ร้านขายน้ำติดกันนั้น ก็โดนอิทธิฤทธิ์ของที่นี่ด้วย ร้านนี้เขาก็ขายพวกน้ำต่างๆ ทั้งน้ำปั่นน้ำชงอะไรก็ว่าไป แล้วจู่ๆ ทางเจ้าของที่เห็นว่าน้ำขายดี ก็เลยจะเปิดอีกร้าน แล้วก็ถามว่า ร้านนี้ขายน้ำอัดลมอะไร ถ้าขายโค้ก ทางเจ้าของที่ก็จะขายเป๊ปซี่ แล้วส่วนน้ำที่ไม่ได้มีขายในร้าน เขาก็จะขาย อย่างวันนี้ ลูกค้าเขาถามหาน้ำลำไย แต่ทางร้านขายน้ำนั้นไม่มี ทางเจ้าของที่ก็คิดว่าจะขายเอง อะไรทำนองนี้เป็นต้น เจ้าของร้านน้ำก็เลยมาคุยกับเจ๊แกว่า ไม่อยากขายแล้ว ท้อจัง ดูเอาเปรียบยังไงก็ไม่รู้

 

เย็นนี้ ผมต้องเอาข้าวซอยไปส่งให้ลูกค้า และแวะไปหาเจ๊ เห็นแกกำลังประชุมกับบรรดาเพื่อนบ้านและทางเจ้าของที่ ไม่รู้ว่าผลเป็นอย่างไร

 

ก็ได้แต่หวังว่า มันจะลงเอยด้วยดีกันทุกฝ่าย ใจก็อยากจะให้เจ๊แกทำงานเป็นหลักเป็นแหล่งอย่างมีความสุขสักที  

 

 

 

 

ปล. 1 เช้าวันนี้ จู่ๆ ต้นไม้หน้าบ้าน (ที่ว่ากันว่าต้นใหญ่ที่สุดในละแวกนี้) ได้ถูกลมพัดจนเหลืออย่างที่เห็น เท่าที่สังเกตดูตรงรอยขาด มันไม่ใช่รอยเลื่อยแน่ๆ แต่ต้นไม้ในละแวกนี้ไม่มีต้นไหนเลยโค่นลงมาแบบนี้ สัจธรรมเนาะ จะใหญ่แค่ไหนก็ล้มครืนลงได้

 

 

ปล. 2 ตู้ก๋วยเตี๋ยวถูกย้ายไปร้านใหม่ พี่ทวิชใจดีให้ยืมตูกระจกฟรีๆ (เมื่อก่อนแกขายข้าวมันไก่) เจ๊บ่นว่าหน้าตู้โล่งไปเนาะ ให้ไปหาอะไรมาติดหน่อย ผมก็ขึ้นไปข้างบนก็เห็นโปสเตอร์นี้เข้า เลยเอามาติด ตอนนี้จะบอกว่าเป็นก๋วยเตี๋ยวหมูกระทุ่มแบนก็ไม่เต็มปากนัก จะเรียก "ก๋วยเตี๋ยวหมู เวห์น รูนี่ย์" น่าจะเวิร์คกว่า ทานโทษนะครับ ติดมาสองวัน ลูกค้าเต็มร้านทั้งสองวันเลย

 

 

 

ปล. 3 ที่ศูนย์อาหาร ที่ๆ เราไปเปิดร้านนั้น ข้างหน้าจะมี "ไก่หมุน ห้าลาว" ตั้งเด่นเป็นสง่า พออ่านชื่อแล้วก็น่าจะเดาออกนะครับว่าเป็นคู่แข่งทางการตลาดอย่างเป็นทางการของสินค้าอะไร

 

edit @ 12 Jun 2010 20:24:43 by - ธวัชชัย คิดอ่าน -