สุดสาครเดินทางด้วยม้านิลมังกร
 “ขี่หลังแล้วว่ายน้ำในทะเลเหรอ” หนึ่งในพวกเราถาม


 ม้านิลมังกรวิ่งบนน้ำได้ สงสัยเรียนวิชาตัวเบามาจากวัดเส้าหลิน เมื่อขี่ไปได้เรื่อยๆ ก็ไปเจอเมืองร้างชื่อ เมืองท้าวปักกา เป็นเมืองที่จมอยู่ใต้สมุทร ทำให้ชาวเมืองล้มตายกันทั้งวหมด เหตุผลง่ายๆ คือ ชาวเมืองไม่สามารถหายใจในน้ำได้ จนกลายเป็นผีดิบกันทั้งหมด อยู่เฝ้าเมืองนี้ไม่ยอมไปไหน สู้กันอยู่ 7 วัน 7 คืน ข้าวก็ไม่ได้กิน น้ำก็ไม่ได้กิน นอนก็ไม่ได้นอน สู้กันอยู่นั่น จนเรี่ยวแรงของสุดสาครกับพาหนะคู่ใจค่อยๆ อ่อนลงทุกทีๆ ส่วนพวกผีดิบเหล่านั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยอ่อนลงเลยแม้แต่น้อย


 “ทำไมไม่ขี่ม้านิลมังกรอ้อมเมืองไปล่ะ”
 “สุดสาครอาจจะไม่รู้ว่าในเมืองนั้นมีผีดิบมั้ง”
 “พอรู้แล้วทำไม่หนี สู้ต่อทำไม”
 “ก็นึกว่าสู้ได้ไง”
 “แต่พอรู้ว่าสู้ไม่ได้ ทำไมไม่หนี”
 “ไอ้ห่า ไปถามสุนทรภู่เลยสิไป กูจะรู้มั้ยเนี่ย”
 “แล้วไงวะ สุดสาครแก้ปัญหายังไง ในเมื่อแรงก็ไม่มี ต้องซี้แหงแก๋”


 สุดสาครส่งโทรจิตไปหาพระเจ้าตาที่เกาะแก้วพิศดาร แกก็ปรากฏกายอยู่ตรงหน้าล้วก็บอกสุดสาครว่า หลานรักเจ้าจงกระโดดข้ามกำแพงเมืองไปสิ แล้วจะรอด ว่าแล้วสุดสาครก็ทำตาม ทำให้หนีรอดจากเหล่าผีดิบได้


 “เฮ้ย มาช่วยแค่เนี้ย” แสบทำน้างง


 คงงั้นมั้ง สงสัยสุสาครไม่ทันคิดไง สู้จนไม่มีเวลาหาวิธีแก้ไขกับปัญหาตรงหน้า


 “หายตัวมาจากเกาะแก้วพิศดารโน่น มาพูดแค่ 12 พยางค์เท่านั้นรึ เข้าฉากมาแป๊บดียวก็ขโมยซีนสุดสาครไปหมดเลย ว่าแล้วก็นึกถึงเหมือนท่านเซอร์ แอนโทนี่ ฮอปกินส์ตอนแสดงหนังเรื่อง The Silence of the Lamp ในบทหมอกินเนื้อคน ดร. ฮันนิบาล เล็คเตอร์ ตลอดทั้งเรื่องมีการปรากฏตัวของเขาแค่ 8 นาที แต่ก็ได้รางวัลออสการ์ไปครองเฉยเลย”


 หลังจากข้ามกำแพงไปได้ ก็เดินทางมุ่งหน้าตามหาพ่อต่อไป


 “สุดสาครไม่สงสารม้านิลมังกรเหรอ สู้มา 7 วันน่าจะให้พักบ้าง”


 โอเค พักก็พัก หลังจากพักผ่อนนอนหลับกินอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว พ่อใจหรือยัง ไอ้แสบ ก็เดินทางต่อไปเพื่อดั้นด้นตามหาพ่ออันเป็นที่รัก แล้วก็มาเจอฉากสำคัญที่ใครๆ ก็รู้จักดี จนมีคนเอาไปทำเป็นหนัง เรื่องสุดสาคร ใครกำกับวะแสบ


 “กุ้ง-ไกรสรณ์ บูรณะสิงห์ มั้ง ถ้าจำไม่ผิดนะ ค่ายโมโนฟิล์ม คนที่แสดงเป็นสุดสาครไม่ใช่ใครที่ไหน น้องแน็ก แฟนฉันคนนี้นี่เอง” แสบทำเสียงเลียนแบบคนพากย์รายการทีวีแชมเปี้ยน


 สุดสาครเดินทางไปเรื่อยๆ จนมาพบกับชีเปลือยจอมเจ้าเล่ห์ แสร้งมาทำความรู้จักก่อนจะหลอกว่ามีมนต์วิเศษจะสอนให้ แต่จะต้องไปฝึกบนยอดเขาโน่น ว่าแล้วสุดสาครก็ทำตามแต่โดยดี เมื่อสุดสาครเผลอ อีตาชีเปลือยก็ถีบเจ้าเด็กหูเบาคนนี้ลงเหวไป แล้วก็เอาไม้เท้าวิเศษขี่ม้านิลมังกรมุ่งหน้าไปยังเมืองการเวกเพื่ออวดวิชา


 เมืองการเวกปกครองโดยพระสุริโยทัย และนางจันทวดี มีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคนชื่อ เสาวคนธ์ พอชีเปลือยขี่ม้านิลมังกรเข้าไป ทุกคนก็แตกตื่นกันใหญ่ ฝ่ายชีเปลือยก็เริ่มอวดอ้างสรรพคุณของตัวเองว่าเมืองนี้กำลังถูกพวกภูติผีปีศาจคุกคาม แต่ไม่เป็นไรเพราะตนนั้นเป็นผู้วิเศษมาโปรดสัตว์ เดี๋ยวจะพรมน้ำมนต์ให้กับทุกคนเพื่อจะได้รอดพ้นจากพวกมารร้ายต่างๆ พอพระสุริโยทัยทราบข่าวก็เลยเชิญชีเปลือยเข้าวัง ม้านิลมังกรเลยสบโอกาสวิ่งกลับไปยังเหวลึก ได้กลิ่นมนุษย์อยู่ข้างล่างก็เลยรู้ว่าสุดสาครนอนบอยู่ข้างล่างโน่น


 “ตกลงชีเปลือยเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงวะ”
 “ผู้ชายดิ ถามทำไม”
 “แล้วคำว่า ‘ชี’ เนี่ย จะให้กูคิดว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงล่ะ” แสบพูดขึ้น ถือว่าเป็นประเด็นเล็กๆ แต่ก็น่าคิดไม่น้อย
 “ถ้าให้กูเดาอย่างมีหลักการนะ...” ตึ๋งเงียบมานาน ถึงเวลาของเขาแล้ว “ชี ในที่นี้ ไม่น่าจะมาจากคำว่าแม่ชี แต่อาจจะเป็นการย่อคำมากกว่า น่าจะมาจากคำเต็มๆ คือ อลัชชี ซึ่งแปลว่า ผู้ไม่มีความอับอาย คนไร้ยางอาย ดูๆ ไปมันก็สอดคล้องกับบุคลิกของอีตาชีเปลือยคนนี้เมือนกันนะที่ไม่ยอมใส่เสื้อผ้า ไม่อายฟ้าอายดิน ดังนั้น ชีเปลือย ก็คือ อลัชชีเปลือย ส่วนเหตุผลที่สุนทรภู่ใช้การย่อคำมาใช้ อาจจะติดในเรื่องสัมผัสใน สัมผัสนอกของกลอนแปดมากกว่า เลยตัดคำให้เข้ากับบทกลอนนั่นเอง”
 “ฟังขึ้นๆ กูว่ามันก็คงคล้ายๆ กับ คำว่า ผัดไทยห่อไข่ ไก่ห่อใบเตย ซึ่งอาจจะมาจากคำว่า ผัดไทยห่อด้วยไข่ และ ไก่ห่อด้วยใบเตย อะไรทำนองนี้มั้ง” ผมเสริม


 ต่อนะ
 สุดสาครนอนสลบอยู่ก้นเหว ไม่ตาย!!!!


 “แปลก ทำไมสุดสาครไม่ตาย ทั้งที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างมนุษย์ปกติธรรมดากับเงือกธรรมดาเท่านั้น” แสบสงสัยอีกครั้ง
 “มีตำนานจากญี่ปุ่นโน่น เล่าว่าถ้าใครได้กินเนื้อเงือกจะเป็นอมตะ” ตึ๋งพูดขึ้น
 “มึงรู้เรื่องญี่ปุ่นด้วยเหรอ”
 “อ่านการ์ตูนนักสืบจิ๋วโคนัน ตอน คดีนางเงือก อ.โกโช อาโอยาม่า ได้เขียนไว้เกี่ยวกับความเชื่อของคนญี่ปุ่นเกี่ยวกับเนื้อเงือกด้วย”
 “มึงกำลังจะบอกอะไรวะตึ๋ง” ผมสวมวิญญาณนักสืบโคนัน ถามจี้เพื่อนเพื่อให้ได้รู้ความจริงเพียงหนึ่งเดียว
 “กูคิดว่า บางทีนางเงือก แม่ของสุดสาครอาจจะมีเชื้อญี่ปุ่น การที่สุดสาครได้กินนมแม่ที่เป็นเงือกจากญี่ปุ่นนั้น อาจจะมีผลทำให้สุดสาครเป็นอมตะ เพราะนมจากเต้าก็คือนมที่กลั่นออกมาจากเลือดและเนื้อของผู้เป็นแม่” ตึ๋งพูดอย่างมีหลักการ น้ำเสียงหนักแน่นเต็มไปด้วยความน่าเชื่อถือ
 “ถ้างั้น เงือกทุกตัวก็ต้องเป็นอมตะสิวะ แล้วทำไมพ่อเงือกกับแม่เงือกถึงได้ตายด้วยมือของนางยักษ์ผีเสื้อสมุทรได้ล่ะ”
 “พ่อแม่นางเงือกถูกเลี้ยงด้วยนมผง” ตึ๋งตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย
 “ไอ้แสรดดดดดดดด หลงฟังมาตั้งนาน ไอ้แว่นเล่าต่อเหอะว่ะ” แสบหันไปทางผู้ทำหน้าที่เล่าเรื่องวรรณคดีระดับโลก


 สุดท้ายสุดสาครก็นึกถึงพระเจ้าตา แน่นอนพระเจ้าตาก็ขี่รุ้งมาพาสุดสาครขึ้นจากเหวลึก จากนั้นก็สอนว่าอย่าไว้ใจคนแปลกหน้า ซึ่งคำสอนในกลอนบทนี้ คนไทยส่วนใหญ่จะคุ้นหูกัน พวกมึงน่าจะพอเดาได้


 “จ้า...มาจ๊ะทิงจา มาจ๊ะทิงจา มาจ๊ะทิงจา อันนี้แหละที่คนทั้งประเทศรู้จัก” แสบลุกขึ้นเต้นท่าจ๊ะทิงจาตามแบบของสุดสาครฉบับแอนิเมชั่น

 “ไม่ใช่ มึงไม่ต้องมา...จ๊ะทิงจาเลย...และนี่ก็คือกลอนบทที่ฮิตที่สุดในวรรณคดีพระอภัยณี

 

แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์          มันแสนสุดฤกล้ำเหลือกำหนด
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด       ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน
มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน            บิดามารดารักมักเป็นผล
ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน           เกิดเป็นคนคิดเห็นจึงเจรจา
แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ        ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
รู้สิ่งไรไม่สู้รู้วิชา                        รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี

เขาว่านี่คือคำสอนที่สามารถนำไปใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่มีคำว่าล้าหลัง กูสามารถพูดได้เต็มเลยนะ สุนทรภู่นี่อัจฉริยะจริงๆ

“ถ้าอ่านดีๆ จะเห็นว่ามีบางจุดที่ใช้กับสมัยนี้ไม่ได้” แสบเหมือนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
“อะไรวะ มันก็ใช้ได้ทุกอย่างนี่นา” แว่นค้าน
“ไม่เสมอไปหรอกว่ะ ไอ้เรื่องใจคนยากแท้หยั่งถึงนั้น อันนี้ยอมรับว่าจริง แต่เรื่องพ่อแม่รักมักเป็นผลนั้นกูไม่ค่อยแน่ใจ เดี๋ยวนี้มีข่มขืนกันในครอบครัวกันเยอะเหลือเกิน แม่บางคนก็พาลูกตระเวณขายตัว สุดท้ายก็ต้องวนกลับไปตรงจิตใจของพ่อแม่นั่นแหละ ที่ยากแท้หยั่งถึง...เออ คิดแล้วเศร้าว่ะ งั้นเดี๋ยวกูไปสูดอากาศบนดาดฟ้าแป๊บนะ เฮ้ยเอ ขอกุญแจดาดฟ้าหน่อยดิ” แสบแบมือขอกุญแจเปิดประตูกรงเหล็กดาดฟ้า
“เดี๋ยวกูไปด้วย”
“กูด้วย”
“กูด้วย”
เราทั้งสี่คนเดินออกจากห้องไปสูดอากาศข้างนอกสักพัก เผื่อว่าอารมณ์เศร้าๆ จะคลายลงไปบ้าง
เพราะไอ้แสบคนเดียวแท้ๆ

 


โปรดมาอ่านต่อพรุ่งนี้

 

 

 

 


Writer’s Note
  หลังจากเขียนมาได้ 20 กว่าตอน รู้สึกว่ามันมีแต่แก๊กกวนตีนๆ ทั้งนั้น ก็เลยอยากจะแอบเอาอารมณ์เศร้าๆ แทรกเข้าไปบ้าง ปัญหามีอยู่นิดนึงก็คือ ไอ้ผมดันเป็นพวกเศร้าไม่เป็นด้วยสิครับ ผลที่ออกมาในตอนที่ 22 นี้จะรู้สึกว่าเหมือนจะเศร้าแต่ไม่สุดยังไงชอบกล แต่ก็ได้อีก feel นึงที่น่าสนใจ


 อืม..ไม่รู้ว่าคนอ่านเขาจะรู้สึกยังไง (ขอโทษที่ชี้นำความรู้สึกไปตั้ง 1 ย่อหน้า แหะๆ)
 เอาเป็นว่าใครมีความคิดเห็นอย่างไร ก็บอกได้นะครับ เผื่อว่าจะเอาไปปรับปรุงเพื่อนำไปรวมเล่ม ถ้าสำนักพิมพ์ไหนสนใจ ติดต่อได้เลยนะครับ ผมคุยง่ายจะตาย เอิ้กๆๆๆ
ช้าอดหมดด้วย

 ป.ล. ขอขอบคุณ Yingheng สำหรับมุก "จ้า มาจ๊ะทิงจา" ที่แนะนำเมื่อวันก่อน อ่านcomment เสร็จ ตั้งใจเลยว่า จะต้องเอามุกนี้ใส่ในเนื้อเรื่องให้จงได้ ชอบๆ

 

edit @ 21 May 2009 20:49:56 by - ธวัชชัย คิดอ่าน -

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

ฮ่าๆๆ
เ่ออ..
มุก"นั้น"อ่านแล้วก็ฮาจริงครับ :D

ถามนอกเรือ่งได้ไหมเนี่ย..
ตอนจบเรือ่งที่แล้วยังคาใจอยู่ครับ..
สรุปแพรก็หายไปจากเรือ่งเฉยๆเลยเหรอคับ =w=
จบมา20กว่าวัน.. ยังคาใจไม่หาย..

#1 By sage_nu on 2009-05-21 22:44

ใช่ครับ ถ้าอ่านให้ดีๆ จะรู้ว่าสมองของแพรน่ะจะรีบู๊ทใหม่ทุกครั้งเมื่อเธอรู้สึกว่ามีความรัก
ดูเหมือนเป็นคำสาปครับ
ลองอ่านตั้งแต่ต้นดู อิอิอิ ผมแอบใส่ลูกเล่นในนั้นเพียบเลย
"อลัชชี" นี่มันศัพท์สูงชัดๆ ถ้าไม่บอกความหมายก็คงงงเต็ก!!!

แต่คำว่าชีเปลือยนี่ใช้กันมาตั้งแต่เด็กๆแล้วเนอะ... "ไปนุ่งผ้าไป๊!!! เดี๋ยวก็เป็นชีเปลือยหรอก" ผู้ใหญ่ชอบไล่เด็กๆไปใส่เสื้อผ้าด้วยคำประมาณนี้ทั้งๆที่เด็กๆไม่รู้จักหรอกว่าชีเปลือยคืออะไร... (อะไรนะ??? "ชีเปลือย..." พระชอบ... (มุกถ่อยจริงๆ อย่าเอาไปเล่นต่อนะครับ))

แต่ตอนที่นำไปสู้อารมณ์ขึ้นดาดฟ้าแก้เซ็งมันดูห้วนๆไปหน่อยนะครับ เมื่อกี๊ยังจ๊ะทิงจากันอยู่เมื่อย่อหน้าที่แล้วอยู่เลย

ที่ทุกคนเศร้าจนต้องไปดาดฟ้าแสดงว่าอาจจะมีที่มาของความรู้สึกนี้ร่วมกัน?

หรือว่าขึ้นไปเต้นหมู่บอยแบนด์พร้อมกันด้วยท่าเด็ด จ้ามะจ๊ะทิงจา มะจ๊ะทิงจา มะจ๊ะทิงจา...

ม้านิลมังกรอาจเป็นลูกหลานของม้าเหงื่อโลหิต"เช็กเธาว์"ก็ได้มัง... ถึงได้อดทนได้ขนาดนั้น เพราะตอนที่กวนอูลาโจโฉออกมาก็พาฮูหยินของขงเบ้งออกมาก็ขี่ม้ากระต่ายแดงเดินทางนานติดต่อกันเป็นสัปดาห์โดยไม่หยุดหย่อนกันเลยทีเดียว...

เอ... แต่อาจเป็นผลมาจากแพรได้รับอะหลั่ย(เพราะเป็นอวัยวะของตัวก็อปปี้หรือเปล่าครับ) เลยสมองไม่สมบูรณ์เป็นผลข้างเคียง

#3 By yingheng on 2009-05-22 00:30

ตอนสุดสาครนี่น่าทำหนังที่สุดแล้ว
แฟนตาซีดราม่ามากๆ ..
confused smile

ปล. มุกเยอะดี แต่ชอบนะคะ สนุกดี ทำให้น่าติดตามมากยิ่งขึ้น (ติดตามมุก)

#4 By แอ้ on 2009-05-22 11:44

เข้ามาอ่าน

#5 By Supermanjang (210.213.4.138) on 2009-05-22 13:44

ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ

พี่จ๊ามาเอง

ฮาได้อีกค่ะ

question question question

#6 By Tammada on 2009-05-22 20:43

เอ่อ จ๊ะทิงจา..
ไม่น่านึกภาพแสบเต้นเลยอะ sad smile

#7 By แผม (118.174.160.247) on 2009-05-23 01:14

ทำได้ดีมากคับๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

#8 By (58.9.9.214) on 2009-06-02 18:52

สามารถขายหัวเราะได้เลย อิ อิquestion

#9 By (58.9.9.214) on 2009-06-02 18:55

โปรดอ่านต่อพรุ่งนี้ บ้าอะไร จะส่งเย็นแล้ว

#10 By (58.9.9.214) on 2009-06-02 18:57

อิอิ...question

#11 By (58.9.9.214) on 2009-06-02 18:57

5596

#12 By (125.27.8.25) on 2009-08-04 10:56

ไมมานกวนจางอ่ะ

#13 By Ebola (111.84.94.95) on 2009-09-22 20:27

#14 By ben 10 (124.121.148.163) on 2009-10-22 18:27

ขอแบบเป็นกลอนแปด ยาวๆ
หรือทั้งเรื่องเลยได้มั้ยคะ

ขอบคุณค่ะ

#15 By jeab (113.53.206.247) on 2009-12-03 16:35

open-mounthed smile sad smile angry smile tongue

#16 By (115.87.128.182) on 2010-06-10 20:12

ไม่ใจเลยquestion

#17 By (115.87.128.182) on 2010-06-10 20:13

มึงจะด่าอะไรของมึงก็ได้แต่มึงพูดดีๆหน่อยดิวะ
tongue tongue tongue tongue tongue tongue tongue tongue

#18 By ทำไมต้องบอกว่า (117.47.240.185) on 2010-06-24 18:17

#19 By mpm256 (182.93.166.172) on 2010-08-18 10:43

#20 By mpm256 (182.93.166.172) on 2010-08-18 10:44

#21 By hgs@dg.com (182.93.166.172) on 2010-08-18 11:26

sad smile tongue cry surprised smile question tongue tongue tongue tongue

#22 By ทื (113.53.192.20) on 2011-01-19 17:11

เว็บไรก็ไม่รู้เขามา หา กลอน ไม่ได้ มากินก๋วยเตี๋ยวโว๊ย

#23 By ีี้้ (125.27.22.68) on 2012-01-07 20:24